รู้แล้ว ทำไมรถสีขาวมุก ต้องเพิ่มเงินจากสีอื่น

748

ทำไมรถบางสี จึงมีราคาสูงกว่าสีอื่นตั้งแต่ออกรถ วันนี้เราจะพามาหาคำตอบกัน ก่อนอื่นต้องรู้ก่อนว่า สีรถยนต์สามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่

สี solid และ สี Metallic ซึ่งสีทั้งสองประเภท มีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน และสามารถสังเกตเห็นได้ด้วยตาเปล่า

โดยที่สี Solid (หรือ Non-metallic) จะมีลักษณะเป็นสีพื้น ไม่มีส่วนผสมของเมทัลลิกช่วยสร้างความแวววาว ซึ่งกระบวนการทำสีประเภทนี้จะมีต้นทุนต่ำเนื่องจากจะเป็นการพ่นเนื้อสีลงบนชั้นรองพื้น จากนั้นจึงค่อยพ่นแล็กเกอร์เพื่อเคลือบสีเอาไว้เท่านั้น ดังนั้นสีประเภทนี้จึงมักพบได้ในรถขนาดเล็กและขนาดกลางที่มีราคาไม่สูงนัก

ส่วนสี Metallic จะมีส่วนผสมของผงอะลูมิเนียมช่วยสร้างความแวววาว โดยเฉพาะเมื่อกระทบกับแสงแดดหรือแสงไฟ ทำให้รถยนต์ดูมีความสวยงามมากกว่า ซึ่งแน่นอนว่าต้นทุนการทำสีประเภทนี้ย่อมสูงขึ้นตามไปด้วย

แต่ถึงกระนั้นผู้ซื้อรถก็มักไม่จำเป็นต้องเพิ่มเติมเพื่อให้ได้ตัวถังสีเมทัลลิก เนื่องจากผู้ผลิตก็จะคิดรวมเข้าไปในมูลค่าของอยู่แล้ว เว้นแต่รถบางรุ่นที่มีการทำสีแบบพิเศษเพิ่มขึ้นไปอีก ก็อาจจำเป็นต้องเพิ่มเงินเพื่อแลกกับความสวยงามที่เพิ่มขึ้นมา

ส่วนสีขาวมุกนั้นจะไม่ได้เป็นการพ่นสีขาวพื้นแบบ Solid เท่านั้นแต่จะมีการพ่นสีมุก (Pearl) ทับเข้าไปอีกหนึ่งเลเยอร์ครับ ซึ่งตรงนี้จะมีกระบวนการที่นานกว่าการพ่นสีทั่วไป เพราะการจะพ่นสีมุกจนมีความมันวาวชัดเจน ต้องพ่นมุกทับเป็นประมาณ 3 รอบ ด้วยความนานและกระบวนการเลยแบบนี้แหละครับ ทำให้การทำสีมุกจึงยากกว่าสีปกติทั่วไป ดังนั้นเมื่อต้นทุนมันสูง ทำให้พอลงสู่โชว์รูมก็เลยต้องบวกเงินเพิ่ม

ส่วนราคาของสีมุกที่ไม่คงที่มีความเป็นไปได้ว่า กระบวนการพ่นสีมุกของแต่ละอู่สีไม่เหมือนกัน บวกกับการคำนวณจากค่ายรถให้ได้กำไร มีราคาเหมาะสมที่ผู้ซื้อรับได้ตามหลัก Demand ครับ เช่นค่ายรถบางยี่ห้อบางรุ่นสีมุกจะอยู่ที่ 5,000 บาท ขณะที่อีกรุ่นจะอยู่ที่ 7,000 หรือ 10,000 บาท

ข้อสังเกตเวลาดูในโบรชัวร์หรือตามเว็บไซต์รถยนต์จะมีวงเล็บเล็ก ๆ ว่า (มุก) อยู่ด้วย นั่นแปลว่าสีขาวของรถคันนั้นจะมีการบวกราคาเพิ่ม