Home Blog

ปิกอัพชนจยย.รับจ้าง ลุง 54 ชาวบ้านสะดุดตา เลขทะเบียนตรงกันเป๊ะ

เวลา 16.30 น. วันที่ 27 ต.ค. 64 ร.ต.อ.พรเจตต์ พร้อมมูล รองสารวัตรสอบสวน สภ.ประตูน้ำจุฬาลงกรณ์ ได้รับแจ้งมีอุบัติเหตุ รถชนกันมีผู้เสียชีวิต เหตุเกิดบริเวณทางแยกขึ้นยูเทิร์น ตรงข้ามโลตัส รังสิต ถ.พหลโยธินขาออกฝั่งคู่ขนาน ต.ประชาธิปัตย์ อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี

ที่เกิดเหตุ พบรถจักรยานยนต์ ยี่ห้อฮอนด้า คลิก สีแดงดำ หมายเลขทะเบียน กธพ 571 นครนายก พลิกคว่ำอยู่กลางถนน ห่างไปเล็กน้อยพบ นายเกรียงไกร แย้มสำราญ อายุ 54 ปี บ้านเลขที่ 31 หมู่ 10 ต.พิกุลออก อ.บ้านนา จ.นครนายก นอนเสียชีวิต สวมเสื้อวินเบอร์ 15 ซอยคลองหลวง 8 (ผาไทผาเมือง) นุ่งกางเกงยีนส์ขายาว ห่างออกไป พบรถกระบะยี่ห้อนิสสัน สีเทา หมายเลขทะเบียน ตณ 1751 กรุงเทพมหานคร สภาพด้านหน้ารถตรงป้ายทะเบียนมีรอยชน

จากการสอบถาม นางสาวประพรรณ วัยพารา อายุ 29 ปี คนขับรถกระบะ กล่าวว่า ขับรถออกมาจากบ้านย่านคลองสอง กำลังจะไปขายลูกชิ้นปิ้งที่ซอยหงสกุล ระหว่างที่ตนกำลังจะยูเทิร์นรถซึ่งเป็นช่องทางซ้ายสุด จู่ๆ ก็มีมอเตอร์ไซค์คันดังกล่าว ขับแซงขึ้นมาจากทางซ้ายแล้วขับปาดหน้าตนไป เหยียบเบรกไม่ทันชนเข้าอย่างจัง

ทั้งนี้ หลังเกิดเหตุชาวบ้านที่มามุงดู ต่างตั้งข้อสังเกตว่า คดีนี้คู่กรณี คือรถกระบะและรถจักรยานยนต์ มีเลขทะเบียนเหมือนกัน เพียงแต่สลับตำแหน่ง คือเลข 571-175 แถมเสื้อวินคนเสียชีวิตก็ยังเบอร์ 15

ลูกสาวคาใจแม่ฉีดวัคซีนตัวนี้ เข็ม 2 เพียงแค่ชั่วโมงเดียว เสียชีวิต

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วานนี้ (27 ต.ค) นางภู เทียนนอก อายุ 54 ปี ชาว อ.หนองไผ่ จังหวัดเพชรบูรณ์ ที่เดินทางไปรับการฉีดวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้า เข็ม 2 ที่ลานอเนกภิรมย์ ซึ่งอยู่หน้าที่ว่าการอำเภอหนอง เมื่อช่วงเวลาประมาณ 7 โมงเช้า และเดินทางกลับมาถึงบ้านเมื่อเวลาประมาณ 8 โมง เศษ หรือผ่านไปราว 1 ชั่วโมง ก็เสียชีวิตลง อย่างไม่ทราบสาเหตุ ขณะที่ลูกสาวเผยแม่เป็นคนแข็งแรง ไม่มีโรคประจำตัว ปกติแม่จะทำไร่ ทำนา

โดยญาติเผย ผู้ตายกลับมาบ้านด้วยอาการปกติ แต่พอกินข้าวก็เกิดอาเจียนแล้วน็อกไปเลย ทางญาติ ๆ จึงรีบนำตัวส่งโรงพยาบาลหนองไผ่ แต่ก็ไม่ทันแล้ว โดยญาติได้นำร่างของ นางภู มาตั้งสวดพระอภิธรรมศพไว้ที่ศาลาวัดโคกเจริญ ตำบลบ่อไทย อำเภอหนองไผ่ ซึ่งบรรยากาศเป็นไปด้วยความเศร้าโศก

นายสมพงษ์ มหาวังษ์ นายอำเภอหนองไผ่ พร้อมด้วยชมรมกำนันผู้ใหญ่บ้านอำเภอหนองไผ่ มาเป็นเจ้าภาพในงานสวดพระอภิธรรมศพ โดยมีกำหนดจะทำพิธีฌาปนกิจศพ ในวันเสาร์ที่ 30 ตุลาคม 2564 ซึ่งเสียงจากญาติส่วนใหญ่ ยอมรับติดใจสาเหตุการตาย โดยญาติยืนยันว่าผู้ตายไม่มีโรคประจำตัว ส่วนผลการตรวจยืนยันสาเหตุการเสียชีวิตของทางโรงพยาบาลหนองไผ่ จนถึงขณะนี้ก็ยังไม่ได้ระบุสาเหตุของการเสียชีวิตที่แท้จริงของผู้ตาย ซึ่งญาติผู้ตายเองก็จะต้องรอผลการตรวจสอบให้แน่ชัดอีกครั้งว่าอะไรเป็นสาเหตุทำให้ผู้ตายเกิดเสียชีวิต หรือว่าผู้ตายมีโรคประจำตัวกันแน่

จากการสอบถามนางอำไพร อุ่นสวัสดิ์ อายุ 34 ปี ลูกสาว เผยว่าวันนี้คุณแม่ไปฉีดวัคซีนเข็มที่ 2 หลังฉีดได้นานประมาณ 1 ชั่วโมง แม่มีอาการอาเจียนออกมา จุกแน่น แล้วน็อกไปเลย ปกติแม่เป็นคนแข็งแรง ไม่มีโรคประจำตัว ซึ่งตนเองนั้นรู้สึกติดใจสาเหตุการตาย คิดว่าเกิดจากผลข้างเคียงจากการฉีดวัคซีน เนื่องจากแม่เป็นคนแข็งแรง ทำนาได้ตามปกติ หลังฉีดวัคซีนได้เพียงชั่วโมงเดียว ก็เสียชีวิตเลย

ขณะที่ นางสาวกำไร เรืองการินทร์ อายุ 44 ปี เพื่อนบ้าน เล่าว่า ตนเองมาเห็นตอนนอนอยู่เปล ก็พบว่าแกอ้วกออกมา และฉี่ราดใส่กางเกง จึงรีบอุ้มออกจากเปลขึ้นรถ นำส่งโรงพยาบาล ปกติแกเป็นคนแข็งแรง ไม่มีโรคภัย สาเหตุคาดว่าเกิดจากผลข้างเคียงฉีดวัคซีน เพราะไปฉีดด้วยกัน ฉีดพร้อมกัน เชื่อว่าน่าจะเป็นเพราะวัคซีน

ดาว ขำมิน เผยชีวิตหมดเปลือก กว่าจะมีวันนี้

ถือว่าเป็นตลกมากความสามารถคนหนึ่งสำหรับ ดาว ขำมิน ที่ชีวิตจริงไม่ตลกอย่างที่ใครๆ เห็น เพราะชีวิตของเจ้าตัว ก่อนนี้เรียกได้ว่า ลำบาก ใช้ชีวิตอยู่ในสลัม ถึงขั้นไม่มีที่นอน

ล่าสุดเจ้าตัวได้มเปิดใจที่รายการ คุยแซ่บ Show โดยเจ้าตัวได้เล่าว่า เมื่อก่อน อยู่สลัมที่กรุงเทพฯ แถวสะพานควาย เช่าบ้านอยู่ เป็นบ้านสังกะสี จนวันนึงแม่ไม่มีเงินจ่ายค่าเช่าเจ้าของบ้านเค้าก็มาคุยให้เราย้ายออก แล้วช่วงนั้นมีเงินอยู่แค่ 6 บาท แล้วบ้านมันทรุด เงินหายหมดเลย ไม่เหลือสักบาท เลยต้องย้ายออกมา

พอออกมาจากที่เก่าเราก็ไปขอคนอื่นอยู่ ส่วนข้าว ก็อาศัยจากน้าที่ขายข้าวเค้าเหลือ พอม.ต้น ตัวเองเลยตัดสินใจแยกออกมาอยู่คนเดียวเพราะ เรามีพี่น้อง 4 คน กลัวเขากินไม่อิ่ม เลยแยกออกมา

ตอนนั้นที่ตนสงสารที่สุดก็คือแม่ตอนนั้นไปเรียนก็เรียนไม่รู้เรื่อง ที่อยู่ก็ไม่มี ก็เลยนอนที่หน้าราม เพราะเขาเปิดตลอด 24 ชม. จนวันนี้ รุ่นพี่ที่รู้จัก เค้าให้ไปเล่นดนตรี แต่เราเล่นไม่เป็น ก็อาศัย ร้อง เล่น ไปเรื่อยเราได้เงิน 2 พัน ตอนนั้นดีใจมาก คิดว่าไม่เรียนละ เพราะเล่นดนตรีได้เงินเยอะแต่ก็ยังเรียนอยู่ เอาเงินตรงนี้แหละไปเรียนจนตอนหลัง ม.ปลาย ก็เริ่มมาต่อยมวย แต่ต่อยไม่เคยชนะ แพ้ตลอด พอไม่ชนะก็ไม่ได้เงิน

ทุกวันนี้ที่เข้าวงการมาได้ก็เพราะนั่งดูที่วีกับแฟน มีรายการนึง รับสมัครคนร้องเพลง เราเลยสมัคร รอเรียกตัว 3 เดือน พอวันจริงทีเขาเรียก เราไม่สบายด้วย แต่ผลออกมาเราชนะได้ ที่ 1 ได้เงินค่าตัวมา 12,000 แฟนก็เอาเงินไปซื้อของตุนไว้ในตู้เย็น เพื่อประทังชีวิตต่อไป

จริงๆ บุคลิคที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ มันไม่ใช่คาแร็คเตอร์ หรือ ตัวเราจริง คนรู้น้อยมาก ว่าเจ้าตัวเป็นโรคกล้ามเนื้อสมองอักเสบซึ่งเป็นผลกระทบมาจากการต่อยมวยจากตอนเด็กๆ ทุกวันนี้ก็ยังต้องกินยาอยู่ตลอด

สาวอุบลฯพบรักหนุ่มฝรั่ง

วันนี้ทีมงานเราจะพาแฟนๆมาดูเรื่องราวความรักที่เป็น รักแท้ ของหญิงสาวบ้านๆ ที่ชีวิตเปลี่ยนกลายเป็นเลดี้เมืองไทยทันที เอาเป็นว่าเราไปตามกันเลยดีกว่าจ้า หริ่น เนตรนภา แก้วแสงธรรม ยาเนซโกวา เธอเกิดที่จังหวัดอุบลฯมีพี่น้อง 4 คน เธอเป็นพี่สาวคนโต และมีน้องแฝดหญิงสามคน หลังจบมัธยมปลายเธอสอบติดคณะยอดนิยมที่ชื่นชอบ วารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน สาขาหนังสือพิมพ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

หลังเรียนจบก็ตั้งหน้าตั้งตาทำงาน เริ่มจากทำงานเป็นนักข่าวออนไลน์ยุคแรกๆ ของสื่อค่ายหนึ่ง ต่อมาออกมาทำหน้าที่บรรณาธิการสำนักพิมพ์แบรนด์เอจ และบรรณาธิการบริหาร เวิร์คพอยท์ แล้วก็ออกมาเป็นโกสต์ไรเตอร์ นักเขียนอิสระ

ซึ่งจุดนี้เองที่ทำให้เธอได้พบรักแท้กับ ท่านเซอร์มาเร็ก อติลา ยาเนเชค บารอน วอน ดูด๊าซ ซึ่งมีหุ้นส่วนเป็นนักธุรกิจชาวไทย

โดยการพบกันในครั้งแรก ๆ นั้น เธอเล่าว่าต่างฝ่ายต่างก็ยังไม่ถูกใจกัน ฝ่ายชายค่อนข้างจะชอบผู้หญิงที่ดูเรียบร้อย ขณะที่ตัวเธอนั้นกระโดกกระเดก ไม่เรียบร้อย พูดจาโผงผาง แต่เพราะการไปเขียนหนังสือท่องเที่ยวที่ปราก ชื่อ ปรากในรอยหนาว จึงเป็นจุดหักเห ทำให้มีโอกาสได้ศึกษานิสัยกันและกัน จนกลายเป็นความรัก

พบกันครั้งแรกที่เวทีมวยราชดำเนิน ท่านเซอร์มาเร็กมาดูมวยไทย เนื่องจากชื่นชอบกีฬานี้เป็นพิเศษ และเป็นโปรโมเตอร์มวย นำนักมวยไทยไปชกโชว์ที่ยุโรปหลายประเทศ เช่น สเปน สาธารณรัฐเช็ก และเยอรมันนี

ตอนแรกที่เจอก็ไม่รู้สึกชอบเลย เพราะรู้สึกว่าเป็นคนขี้เก๊ก และดูหยิ่ง ๆ แต่ต่อมาเขาต้องการนักเขียน ก็เลยเชิญไปเขียนหนังสือท่องเที่ยวที่กรุงปราก สาธารณรัฐเช็ก ไปเที่ยวที่นั่นสิบวัน กับเพื่อนช่างภาพ ทำให้มีโอกาสทำความรู้จักกันมากขึ้น 3 เดือนต่อมาก็ตกลงคบกัน อีกประมาณ 1 ปีก็หมั้นและแต่งงานกันเมื่อ 7 ธันวาคม 2550

เลดี้หริ่น เล่าอีกว่า ตอนแรกที่พบและคบหาดูใจกัน ช่วง 2 ปีกว่าๆ เธอไม่รู้เลยว่ามาเร็กมีฐานันดรศักดิ์อะไร คิดว่าเป็นเพียงฝรั่งที่ชอบมวยไทย และเป็นโปรโมเตอร์มวยธรรมดาๆ คนหนึ่งเท่านั้น เพราะตลอดเวลาเขาไม่เคยแสดงตัว ซึ่งเธอเองก็ไม่ได้สนใจในเรื่องยศศักดิ์อะไร จนกระทั่งแต่งงานแล้วถึงได้รู้

ก็มักมีคนบอกว่าหริ่นเป็นซินเดอเรลล่าเมืองไทย คงต้องบอกว่าไม่เป็นอย่างนั้นหรอกค่ะ ซินเดอเรลล่า ต้องเป็นเจ้าหญิงตกยาก และมีแม่เลี้ยงใจร้าย แต่ตัวเองเป็นแค่คนทำงานธรรมดาเหมือนสาวออฟฟิศทั่วไป แล้วก็มีคุณแม่ใจดีด้วยค่ะ มีครอบครัวที่อบอุ่นพอสมควร

เมื่อถูกถามว่าชีวิตเปลี่ยนไปมากไหม เมื่อแต่งงานแล้วเป็นบารอนนิส หรือเลดี้ เธอบอกว่า ก็เปลี่ยนไปบ้าง แต่ไม่ได้เปลี่ยนตัวตนที่เป็นสิ่งสำคัญ เปลี่ยนเรื่องมีโอกาสได้เดินทางท่องเที่ยวไปตามประเทศต่าง ๆ ในยุโรป เพราะสามีสนับสนุนให้เขียนหนังสือท่องเที่ยว ถ้าไม่ว่างพาไปเองเขาก็ให้ผู้ช่วยพาไป เลยมีโอกาสได้ทำงานที่รัก ส่วนเรื่องชีวิตประจำวัน สามีก็ตั้งเงินเดือนให้ ก็พยายามใช้ให้อยู่ในปริมาณนั้น ไม่ให้เกิน ไม่พยายามใช้ของยี่ห้อดังถ้าไม่จำเป็น ถ้าจำเป็นก็ไม่ให้เกินเงินเดือน เวลาอยู่ที่เช็กก็จะสบายหน่อย มีคนคอยดูแล

แต่อยู่เมืองไทย ก็ธรรมดาค่ะ ถ้าสามีอยู่ด้วยก็จะนอน กินอยู่ ในโรงแรม แต่ถ้าสามีไม่อยู่ จะไปนอนออฟฟิศที่ทำเป็นสำนักพิมพ์หนังสือ อยู่ง่าย ๆ กินริมถนนเหมือนเดิม ชอบแบบนี้ด้วยค่ะ สบายดี ถามต่ออีกว่าพอเป็นเลดี้แล้วได้เจอเรื่องแปลกๆ ไหม เจ้าตัวเล่าว่า ก็มี เช่นมีคนพยายามเสนอขายที่ให้เป็นร้อยๆ ล้าน หรือมาขอเงิน หรือขอให้หาแฟนให้ ก็ต้องอุเบกขา วางเฉย แม้จะสงสาร แต่ต้องคิดว่าทุกคนมีกรรมเป็นของตัวเอง เราเองก็ไม่ได้ดีกว่าคนอื่น มีทุกข์ มีปัญหาเหมือนกัน คนเรามันมีทุกข์กันคนละแบบ

โลกเปิดกว้างขึ้น เลยมีการแต่งงานข้ามวัฒนธรรมหรือเชื้อชาติกันมากขึ้น มันไม่ใช่เรื่องแปลก ดีหรือไม่ดี อีกต่อไปแล้ว อยู่ที่เราเลือกคนดีหรือไม่ดีมากกว่า แต่ถ้าเราพยายามตั้งใจ คิดจะมองหาแต่สามีชาวต่างชาติ ทั้งที่ความรักเป็นเรื่องของพรหมลิขิต ก็เหมือนวิ่งไล่ตามเงา ทุกอย่างก็จะไม่ราบรื่น เจอทุกข์ อาจเจอคนไม่ดี ไม่ใช่เนื้อคู่ที่ดีของเรา ปล่อยให้เป็นไปตามเบื้องบนกำหนดดีกว่า แต่จะอย่างไรก็ขอให้ทุกคนโชคดีในเรื่องของความรักนะคะ เป็นทิ้งท้ายจาก หริ่น เนตรนภา

ข้อมูลและภาพจาก Netnapa Janeckova / หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

เจ้าของร้านบุฟเฟ่ต์โวย ลูกค้ากินแซลมอนเหลือ สุดท้ายส่อคดีพลิก

เป็นอีกหนึ่งเรื่องราวที่ชาวโซเชียลเข้ามาแสดงความคิดเห็นเป็นวงกว้าง หลังร้านบุฟเฟ่ต์แห่งหนึ่งในจ.ระยอง เป็นอาหารบุฟเฟ่ต์หัวละ 499 บาท เจอลูกค้ากินเหลือปลาแซลมอนไว้เป็นจาน เนื่องจากพนักงานไม่เพียงพอ จึงไม่มีคนไปเช็กที่โต๊ะและปรับเงินลูกค้า ทางร้านจึงได้มาโพสต์ในเพจว่า

“ทำเเบบนี้ไม่น่ารักเลยนะคะ #ลูกค้าโต๊ะ36รอบเย็น วันนี้พนักงานไม่เพียงพอ จึงไม่มีพนักงานไปเช็คที่โต๊ะ เพราะหน้าร้านค่อนข้างยุ่งมากๆ #ทำไมทำเเบบนี้คะ #รู้มั้ยคะทุกอย่างมีต้นทุนที่สูงมาก ใจเค้าใจเรานะคะ ค่อยๆสั้ง คุณจะสั้งเท่าไรเราไม่ว่า ขอเเค่ทานให้หมด เเค่นั้นเองค่ะ เงื่อนไขไม่มีอะไรซับซ้อน”

โพสต์ดังกล่าว

หลังจากเรื่องราวดังกล่าวถูกเผยแพร่ออกไป ได้มีหลายคนเข้ามาคอมเมนต์เห็นใจร้าน บอกว่าลูกค้าทำแบบนี้น่าเกลีย ดเกินไปจริง มูลค่าอาหารในจานก็ราคาหลักร้อยไปแล้ว เสียดายของ สงสารร้าน แบบนี้น่าจะโดนเก็บค่าปรับเพิ่ม

นอกจากนี้ ยังมีคนเห็นต่าง มองว่าหากมีการจำกัดเวลา เเซลมอนอาจจะมาช้าจนกินไม่ทัน แต่เสิร์ฟอย่างอื่นให้กินจนอิ่มแล้ว ลูกค้าจึงกินแซลมอนไม่หมดหรือเปล่า บ้างก็มองว่าทางร้านพลาดเองที่ไม่ตรวจสอบให้ดี ๆ เพราะอาจเจอลูกค้าตีเนียนแบบนี้ได้ ขณะที่บางส่วนก็มองว่าจากที่เห็นแซลมอนในภาพอาจจะมีปัญหาหรือเปล่า มีติดหนังสีเทา อาจมีกลิ่นแรง และลูกค้าอาจไม่คุ้นเคย จึงกินไม่หมด

น้องกวินท์ หวานละมุน เหมือนคุณแม่ ริต้า

ฉายแววความน่ารักสดใสขึ้นมาทุกที กับความน่ารักของน้องกวินท์ บุตรชายสุดที่รัก ของคุณแม่ซุปตาร์ ศรีริต้า เจนเซ่นและคุณพ่อนักธุรกิจกรณ์ ณรงค์เดช

ตอนนี้น้องกวินท์ ก็อายุได้ประมาณ 7 เดือนแล้ว อายุแค่นี้ก็ฉายแววความเก่ง ไม่แพ้คุณพ่อคุณแม่เลยทีเดียว แถมยังมีแฟนคลับคอยติดตามและชื่นชมในความน่ารักของน้องกวินท์

หากใครได้ติดตามทางอินสตราแกรมของคุณแม่ศิริต้าอยู่นั้น ก็จะได้เห็นความน่ารักของน้องกวินท์มาแบบไม่หยุดเลยจริง ๆ เรียกได้ว่าตอนนี้มีแต่ภาพของน้อง

IG sriritajensen

IG sriritajensen

อีกทั้งคุณแม่ริต้าก็มักจะนำน้องกวินท์ มาถ่าบแบบแฟชั่นคู่กันอยู่เสมอ ฝึกนายแบบตั้งแต่อายุน้อยเลยนะคะ ที่ไม่ว่าคุณแม่จะลงรูปอะไร ก็มีแฟน ๆ คอยตามกดไลก์กันอยู่ตลอด

และตอนนี้คุณแม่ก็ขอจัดเต็มอีกครั้ง ถ่ายรูปคู่กับน้องกวินท์ในชุดสีข่าว แถมคุณแม่ก็ยังสวยมาก ๆ อีกด้วย จะน่ารักขนาดไหนเราไปรัชมความน่ารักของสองคู่นี้กันได้เลยจ้า

IG sriritajensen

IG sriritajensen

เป็นอย่างไรกันบ้างกับความน่ารักของคุณแม่และน้องกวินท์ จนหลายคนพร้อมใจกัน แสดงความคิดเห็นว่า ถอดแบบออกมาให้เหมือนกันเป๊ะ

และในครั้งหน้าคุณแม่ศิริต้า จะมาในชุดไหนหรือแฟนชั่นไหน อย่าลืมรอติดตามความน่ารักของทักคู่ ผ่านอินสตราแกรมด้วยนะคะ

เห็น น้องกวินท์ เติบโตแข็งแรง แถมยังเป็นหนูน้อยที่พกพามาทั้งความน่ารักและความสดใสแบบนี้ ก็ยิ่งไม่แปลกใจเลยว่าทำไม พี่ๆ แม่ๆ ทุกคนถึงเอ็นดูในความน่ารักขอน้องกวินท์แบบนี้

IG sriritajensen

IG sriritajensen

ขอบคุณ IG sriritajensen

สิ้นใจแล้ว นศ.สาวถูกตัดขา 2 ข้าง หลังฉีดวัคซีนตัวนี้ เข็ม 2

กรณีนศ.สาววัย 20 ปี นักศึกษาสาขาวิชาการปกครองท้องถิ่นของวิทยาลัยชุมชนพังงา เกิดภาวะโรคหลอดเลือดแดงอุดตันฉับพลันที่ขาทั้ง 2 ข้าง ภายหลังฉีดวัคซีนเข็ม 2 แอสตร้าเซนเนก้าแบบไขว้ ต้องถูกตัดขาทั้ง 2 ข้าง ตามที่เสนอข่าวไปนั้น

เมื่อวันที่ 26 ต.ค.64 นายอดุลย์ ชูทอง นายอำเภอเมืองพังงา พร้อมด้วย นายวิชัย ชูจิต สาธารณสุขอำเภอเมืองพังงา คณะอาจารย์วิทยาลัยชุมชนพังงา เดินทางไปที่บ้านหลังหนึ่งใน อ.อ่าวลึก จ.พังงา

หลังทราบข่าวว่า น.ส.เกตน์สิรี (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 20 ปี ชาวต.เกาะปันหยี อ.เมืองพังงา นักศึกษาสาขาวิชาการปกครองท้องถิ่นของวิทยาลัยชุมชนพังงา เกิดอาการป่วยหลังรับวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้า เข็มที่ 2 แบบไขว้ จากหน่วยฉีดวัคซีนอำเภอเมืองพังงา จนโรงพยาบาลพังงาต้องส่งตัวไปรักษาที่โรงพยาบาลสงขลานครินทร์

โดยคณะแพทย์วินิจฉัยว่า เป็นโรคเม็ดเลือดแดงขา 2 ข้างอุดตันฉับพลับ จนต้องตัดขาข้างซ้ายเหนือหัวเข่า ซึ่ง สปสช.มอบเงินเยียวยาผลกระทบจากการรับวัคซีนจำนวน 400,000 บาทแล้ว แต่เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมาผู้ป่วยเสียชีวิตลง ซึ่งทางญาติไปรับศพกลับมาทำพิธีทางศาสนาอิสลามที่ อ.อ่าวลึก จ.กระบี่ สำหรับสาเหตุการเสียชีวิตเบื้องต้นนั้นเกิดจากหลอดเลือดแดงในสมองแตกฉับพลัน

ขณะที่ นางห้าเหลี้ย กองแก้ว ย่าของ น.ส.เกตน์สิรี และเปิดร้านขายของชำเล็กๆ อยู่กันสองคน นำร่างอันไร้วิญญาณของหลานรัก มากับรถกู้ภัยมูลนิธิฮิลาลอะห์มัร จ.สงขลา ออกเดินทางมาจากโรงพยาบาลสงขลานครินทร์ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ตั้งแต่เวลา 14.00 น. ขณะทางญาติๆ จำนวนมากเตรียมประกอบพิธีทางศาสนา ซึ่งประกอบพิธีฝังที่กุโบร์บ้านบากัน

ทั้งนี้ นายอำเภอเมืองพังงา และเจ้าหน้าที่สาธารณสุขอำเภอเมืองพังงาอาจารย์ และเพื่อนบ้านจากจังหวัดพังงาให้กำลังใจคุณย่า โดยทางอ.เมืองพังงา เตรียมการดูแลและเยียวยาหลังจากเสร็จพิธี กลับไปอยู่ที่บ้านในต.เกาะปันหยี อ.เมืองพังงา

นายอนุพงษ์ ธรรมรงค์ อายุ 25 ปี เพื่อนนักศึกษา เปิดเผยว่า ช่วงดึกของคืนวันที่ 22 ต.ค. ที่ผ่านมา ทางคณะแพทย์ที่รักษา สอบถามย่าของผู้เสียชีวิตว่า จะให้ผ่าตัดสมองหรือไม่ เนื่องจากมีเลือดออกในสมองมาก ทางญาติยินยอมให้ผ่าตัดเพื่อหวังให้รอดชีวิต แต่หลังจากผ่าตัดผู้เสียชีวิตไม่ตอบสนอง ต้องอาศัยเครื่องช่วยหายใจ 100% ส่วนสาเหตุการเสียชีวิตแพทย์แจ้งว่า เกิดจากผลค้างเคียงการรับยาละลายลิ่มเลือด

ขอบคุณ มติชนออนไลน์

พ่อแม่สุดเศร้า ลูกชายคนเดียวเสียชีวิต หลังฉีดวัคซีนเข็ม2

วันที่ 25 ต.ค.64 มีรายงานว่าที่วัดทุ่งสบก ม.10 ต.คำโตนด อ.ประจันตคาม จ.ปราจีนบุรี จะมีพิธีฌาปนกิจศพหนุ่มโรงงาน หลังฉีดวัคซีนเข็ม 2 แล้วเสียชีวิตเมื่อวันที่ 23 ต.ค.ที่ผ่านมา จึงเดินทางไปยังวัดทุ่งสบก พบญาติเต็มไปด้วยความโศกเศร้า เตรียมฌาปนกิจศพนายพิทักษ์ แสะสาร อายุ 31 ปีชาวอ.ประจันตคาม จ.ปราจีนบุรี

ญาติผู้เสียชีวิตเล่าว่า ผู้ตายไปฉีดวัคซีนเข็ม 2 และเสียชีวิตหลังจากฉีดวัคซีนได้ 14 วัน ไม่ทราบว่าเสียชีวิตเกี่ยวข้องกับการฉีดวัคซีนหรือไม่

ลุงบรรดิษญ์ แสะสาร และป้าศรีแจ่ม พ่อกับแม่ กล่าวว่า เมื่อวันที่ 23 ต.ค. เวลา 20.00 น. ลูกชายเข้านอนภายในบ้านหลังจากเลิกงานที่โรงงาน เมื่อเวลา 23.00 น.

ขณะที่นอนหลับได้ยินเสียงลูกชายร้องเหมือนคนละเมอเรียกก็ไม่ขานรับ คิดว่าลูกชายนอนหลับแล้วละเมอแล้วหลับต่อ กระทั่งรุ่งเช้าเรียกลูกชายไม่ตอบ จึงทราบว่าลูกชายเสียชีวิตแล้ว

การเสียชีวิตของลูกชายในครั้งนี้เสียใจมาก เพราะเป็นลูกชายคนเดียว ปกติลูกชายเป็นคนแข็งแรง ขยันอัธยาศัยดีชอบช่วยเหลือคนอื่น คาดว่าลูกชายเสียชีวิตด้วยการหัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน

ไม่ทราบว่าเกี่ยวข้องกับการฉีดวัคซีนโควิด-19 เข็ม 2 หรือไม่ การจากไปของลูกชายในครั้งนี้อยากฝากถึงดวงวิญญาณลูกว่าขอให้ไปสู่สุคติไม่ต้องห่วงพ่อกับแม่ พ่อกับแม่ดูแลตัวเองได้ หากมีจริงขอให้เกิดมาเป็นพ่อแม่ลูกกันอีก

อย่างไรก็ตาม ขอแสดงความเสียใจกับครอบครัวผู้เสียชีวิตด้วยนะคะ

สาวสร้างโปรไฟล์น่าเชื่อถือ

เมื่อเวลา 12.30 น.วันที่ 24 ต.ค.64 ที่ สน.บางนา น.ส.ส้ม (นามสมมุติ) อายุ 42 ปี ผู้จัดการฝ่ายคลังสินค้าบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง พร้อมนาย วิษณุ เตยอ่อน ทนายความ เดินทางเข้าพบ ร.ต.อ.ไพบูลย์ มาลา รอง สว.(สอบสวน) สน.บางนา เพื่อให้ปากคำเพิ่มเติมกรณีที่ได้แจ้งความดำเนินคดีกับ น.ส.พลอยตะวัน อดิศักดิ์โสภณบดี อายุ 42 ปี เมื่อวันที่ 27 ก.ค.ที่ผ่านมา ในข้อหาฉ้อโกง โดยการหลอกลวงให้หลงเชื่อยอมโอนเงินรวม 18 ครั้ง รวมเป็นเงิน 435,000 บาท

น.ส.ส้ม เปิดเผยว่า เมื่อปี 2557 เฟซบุ๊กบัญชีชื่อ Ploytawan Adisaksophonbordee ใช้รูปโปรไฟล์เป็นหน้าผู้หญิงขาวหันหลังแอดมาขอเป็นเพื่อน เมื่อเข้าไปดูโปรไฟล์ของเฟซบุ๊กดังกล่าวพบว่าได้มีการโพสต์ภาพหญิงสาวหน้าตาดี ขณะไปทำบุญบ้าง ไปเป็นวิทยากรบ้าง ไปท่องเที่ยวที่ต่างประเทศบ้าง และมีการโพสต์ข้อมูลว่าทำงานอยู่ที่บริษัท เอส ซี จี(บริษัทปูนซีเมนต์ไทยจำกัด) จบการศึกษาระดับสูงจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พร้อมกับระบุว่าเป็นวิทยากรอยู่ที่นิด้าด้วย

นอกจากนี้ยังเป็นวิทยากรในการอบรมหลักสูตรต่างๆ ทั้งหน่วยงานราชการและเอกชน และยังบอกว่าเป็นเจ้าของสวนทุเรียนด้วย ตนเห็นว่าบัญชีเฟซบุ๊กดังกล่าวเป็นคนมีความรู้ มีหน้าที่การงานดีและเป็นคนสนใจในหลักธรรม ชอบทำบุญเหมือนกับเรา จึงได้รับแอดเป็นเพื่อน ก่อนจะทำความรู้จักกันเรื่อยมาทางเฟซบุ๊ก

ตลอดระยะเวลา 5 ปีที่รู้จักกันผ่านทางเฟซบุ๊ก หญิงคนดังกล่าวได้มีการโพสต์ภาพของเด็กผู้หญิงอ้างว่าเป็นรูปลูกสาวหลายภาพ ตั้งแต่แรกเกิด ขณะไปท่องเที่ยวบ้าง ไปส่งลูกที่โรงเรียนบ้าง จนถึงตอนเข้าโรงพยาบาลรักษาตัว ต่อมาปี 2562 ได้ขาดการติดต่อกับบัญชีเฟซบุ๊กดังกล่าวไป

จนมาเมื่อวันที่ 15 มี.ค.64 เวลาประมาณ 15.48 น. น.ส.พลอยตะวัน อดิศักดิ์โสภณบดี อ้างว่าเป็นเจ้าของเฟซบุ๊กบัญชี Ploytawan Adisaksophonbordee ได้ติดต่อโทรมาคุยผ่านMessenger โดยไม่เห็นหน้าผู้ที่โทรมา บอกว่าเขาเป็นเจ้าของเฟซบุ๊กดังกล่าว เล่าเรื่องราวชีวิตในช่วงที่ขาดการติดต่อไป พร้อมกับปัญหาชีวิตที่ประสบ ลูกสาวมีอาการไม่สบายหนักมาก ต้องจ่ายเงินค่ารักษาพยาบาลไปแล้วกว่า 18 ล้านบาท

เขาบอกว่าจะต้องจ่ายค่าเทอมให้ลูกสาวเป็นเงิน 35,000 บาท ถ้าไม่จ่ายค่าเทอมภายในวันนี้ทางโรงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณ์ แผนกอนุบาล จะไม่ให้ลูกสาวเข้าสอบพร้อมเพื่อน เขาเกิดความวิตกกังวลกลัวว่าลูกสาวจะไม่ได้ขึ้นชั้น ป.1 แต่เวลานี้ตัวเขาไม่มีเงินติดตัวเลย ก่อนจะออกปากขอยืนเงินจำนวน 40,000 บาท เพื่อเป็นค่าเทอมของลูกสาวและค่าน้ำค่าไฟ ด้วยความที่รู้จักคุ้นเคยพูดคุยกันผ่านเฟซบุ๊กมานานกว่า 5 ปี ก่อนขาดการติดต่อ ประกอบกับความสงสารเด็กที่เห็นภาพลูกเขาไม่สบายและอนาคตทางการศึกษาของเด็ก

ตนจึงบอกไปว่าขณะนี้ตนไม่มีเงินสดเลย แต่ถ้าต้องการจริงๆ ก็จะใช้เงินในบัตรเครดิตโอนเงินให้ก่อน น.ส.พลอยตะวัน กล่าวขอบคุณและแจ้งเลขบัญชีธนาคารกสิกรไทยเลขที่ 5302454495 ชื่อบัญชี น.ส.พลอยตะวัน อดิศักดิ์โสภณบดี ของเธอมาให้ จึงได้โอนเงินจำนวน 40,000 บาท ไปให้เพื่อเป็นค่าเทอมของลูกสาวและค่าน้ำค่าไฟ เธอสัญญาว่าที่ดินสวนทุเรียนจำนองธนาคารได้แล้วจะคืนให้ทันที

ต่อจากนั้นในวันเดียวกันนี้เวลา 19.23 น. น.ส.พลอยตะวัน ได้ส่งข้อความมาทางMessenger แจ้งว่าเงินที่โอนมาจำนวน 40,000 บาทไม่พอจ่าย จึงขอยืมเงินอีกจำนวน 20,000 บาท เพื่อจ่ายเป็นค่ารักษาพยาบาลลูกสาวที่ค้างไว้กับทางโรงพยาบาลกรุงเทพ-ระยอง และแจ้งว่าจะคืนให้ทั้งหมดภายในสิ้น เดือน มี.ค. 2564 พร้อมทั้งส่งภาพถ่ายรูปรายการเดินบัญชีธนาคารมาให้ดู ตนเห็นว่ามีเงินเข้าออกบัญชีเป็นเงินกว่า 7 ล้านบาท ทำให้เกิดความเชื่อถือว่าเป็นเรื่องจริง

ต่อมาวันที่ 16 มี.ค.น.ส.พลอยตะวัน ได้โทร.มือถือมาแจ้งว่าเงิน 20,000 บาทได้รับแล้ว แต่ยังไม่พอค่ารักษายังขาดอยู่ ออกปากขอยืมอีก 10,000 บาท ตนตอบกลับไปว่าเงินในบัญชีไม่มี น.ส.พลอยตะวัน บอกถ้าอย่างนั้นขอยืมอีกแค่ 7,000 บาท ก็ได้ ตนจึงโอนเงินผ่านอินเตอร์เน็ตแบงค์กิ้งไปให้ 7,000 บาท

วันที่ 17 มี.ค.น.ส.พลอยตะวัน ส่งข้อความมาหาแจ้งว่า มันหนักนะเงินไม่พอจ่าย จ่ายไปไม่เหลือเลยลูกจะกินอะไร มีแต่ค่าใช้จ่าย เครียด ไม่อยากมีชีวิตอยู่ ลูกต้องไปโรงเรียน ไหนจะค่าน้ำมัน ค่ากิน ค่าทางด่วน นี่เพิ่งจะวันที่ 17 เอง เครียดสิ ไหนจะจ่ายค่าโรงพยาบาลที่ค้างอีก ก่อนจะโทร Messenger มาคุยก่อนขอยืมอีกจำนวน 2,000 บาท เพื่อจะนำไปจ่ายค่าน้ำค่าไฟและค่าน้ำมันรถ

ตกเย็น น.ส.พลอยตะวัน โทร.แจ้งว่า แม่ของเธอลื่นล้มในห้องน้ำต้องรักษาตัวที่รพ.กรุงเทพระยอง ด่วน ออกปากขอยืมเงิน โดยพูดให้เกิดความสงสารว่าแม่อาการหนักมาก แม้จะปฏิเสธไปว่าไม่มีเงินแล้ว แต่ น.ส.พลอยตะวัน พยายามพูดจนตนใจอ่อน โอนเงินไปให้อีก 20,000 บาท

เขาส่งข้อความมาขอบคุณ และอ้างว่าจะต้องไปรับลูกมาเยี่ยมคุณแม่ที่โรงพยาบาล ไม่มีเงินสดเลย ก่อนจะขอยืมเงินเป็นค่าเดินทางและสำรองจ่ายค่ารักษาพยาบาลแม่อีก 10,000 บาท ด้วยความเชื่อและเป็นคนขี้สงสาร ตนจึงโอนให้อีกครั้งตามที่ น.ส.พลอยตะวัน ขอมา

สายวันเดียวกัน น.ส.พลอยตะวัน แจ้งมาทาง Messenger ว่าต้องย้ายแม่จาก รพ.กรุงเทพระยอง ไปผ่าตัดที่ รพ.สิริกิตติ์สัตหีบ ต้องเสียค่าใช้จ่ายอีก 75,000 บาท ซึ่ง น.ส.พลอยตะวัน บอกว่าเขารวบรวมจากญาติได้เพียง 25,000 บาท ยังขาดอยู่อีก 50,000 บาท จึงอยากจะให้เราช่วยเหลือ ด้วยความสงสารและหลงเชื่อจึงโอนเงินไปให้จำนวน 40,000 บาท

ตกค่ำมา น.ส.พลอยตะวัน โทร.Messenger มาแจ้งว่าแม่อาการทรุดหนักจะขอความช่วยเหลืออีกครั้ง ตนตอบกลับไปว่าไม่มีเงินเหลือให้ยืมแล้ว วันที่ 24 มี.ค. น.ส.พลอยตะวัน โทร.Messenger มาแจ้งว่าแม่จะต้องผ่าตัดเอาลิ้มเลือดออก ต้องใช้เงินค่าผ่าตัดขาดอยู่อีก 40,000 บาท ด้วยความเชื่อว่าแม่เขาป่วยจริง และอดสงสารไม่ได้ จึงโอนเงินให้อีกจำนวน 40,000 บาทในวันรุ่งขึ้น วันที่ 26 มี.ค. น.ส.พลอยตะวัน โทร.มือถือมาแจ้งว่าแม่ต้องผ่าตัดอีกครั้ง ยังขาดเงินค่าใช้จ่ายอยู่อีกจำนวนมาก ก่อนออกปากขอยืมเงินจำนวน 40,000 บาท โดยอ้างว่าจะคืนเงินทั้งหมดให้ทันที กำลังเอาที่ดินจำนองธนาคาร ทำให้หลงเชื่อยอมโอนเงินให้อีกครั้งจำนวน 40,000 บาท วันที่ 27 มี.ค. โทร.Messenger มาแจ้งว่าเงินที่ได้รับยังไม่พอกับค่าผ่าตัดเอาลิ้มเลือดออก จะต้องใช้เงินเพิ่มก่อนจะขอยื่มอีก 10,000 บาท เห็นว่าธนาคารกำลังจะรับจำนองเดี๋ยวได้เงินก็จะคืนเรา จึงโอนให้ตามที่ขอมา

ในช่วงบ่าย วันที่ 28 มี.ค.โทร.Messenger มาบอกแม่อาการยังไม่ดีขึ้น เขาเครียดมาก ออกปากขอให้ช่วยเหลือด้านการเงินกับเขาอีกครั้ง จำนวน 50,000 บาท ด้วยความเชื่อและสงสารไหนๆ ช่วยมาแต่ต้นแล้ว จึงโอนไปให้ตามจำนวนที่ร้องขอมา วันที่ 29 มี.ค.ส่งข้อความมาทาง Messenger ว่าแม่อาการไม่ดีขึ้นต้องการย้ายแม่จากสัตหีบเข้ามารักษาต่อที่ กทม.เนื่องจากไม่มีใครมาช่วยเฝ้าดูอาการจึงขอยืมเงินเพื่อเป็นค่าเดินทางและค่าใช้จ่ายในการย้ายแม่เข้ามารักษาตัวที่ กทม.อีก 10,000 บาท

ด้วยความเชื่อจึงโอนให้ตามที่ขอมา ตกเย็น น.ส.พลอยตะวัน ได้โทร.Messengerมาคุยบอกว่าแม่ยังไม่ได้ย้ายยังรอดูอาการอยู่ห้องไอซียู พร้อมส่งภาพถ่ายในห้องรักษาพยาบาลมาให้ดู จำเป็นจะต้องจ่ายค่ารักษาพยาบาลเพิ่ม ก่อนจะออกปากขอยืมเงินอีก 20,000 บาท ด้วยความเชื่อและสงสารจึงโอนให้ตามที่ร้องขอมา พอวันที่ 31 มี.ค. น.ส.พลอยตะวันโทร.Messenger มาบอกแม่มีอาการทรุดแพทย์แจ้งว่าแม่มีอาการหัวใจเต้นผิดจังหวะจะต้องรักษาด้วยการทำบายพาส จะต้องย้ายแม่ไปทำการรักษาที่ รพ.สมิติเวชศรีราชา ต้องจ่ายค่าผ่าตัด 250,000 บาท กำลังรวบรวมเงินจากญาติๆ อยู่ก่อนจะออกปากขอให้ช่วยเหลือยืมเงินอีกครั้งจำนวน 50,000 บาท ด้วยความสงสารและอยากได้เงินทั้งหมดคืน จึงโอนให้ในตอนบ่ายวันเดียวกัน วันที่ 7 เม.ย. น.ส.พลอยตะวัน โทร.มือถือติดต่อมาแจ้งว่าแม่ผ่าตัดเสร็จเรียบร้อยแล้ว แต่ยังไม่ฟื้น ยังค้างค่ารักษาอยู่กับทาง รพ.อีก 100,000 บาท จึงอยากจะขอยืมอีก 50,000 บาท ด้วยความสงสารและหลงเชื่อจึงได้โอนเงินให้อีกครั้งตามที่ขอความช่วยเหลือมา

หลังจากโอนเงินแล้วได้ส่งข้อความไปพร้อมกับโทร.มือถือ กลับไปสอบถามว่าจะคืนเงินให้วันใด น.ส.พลอยตะวัน แจ้งว่าจำนองที่ดินกับธนาคารได้แล้วจะคืนให้ได้ในวันที่ 17 เม.ย. แต่เมื่อถึงกำหนดก็ไม่มีการโอนเงินคืนแต่อย่างใด ได้พยามยามทวงถามอีกหลายครั้งแต่ น.ส.พลอยตะวัน บ่ายเบี่ยงมาตลอดจนกระทั่งไม่สามารถติดต่อได้อีกเลย น.ส.ส้ม กล่าวต่อ ตนได้พยายามเข้าไปค้นหาข้อมูลบรรดาเพื่อนในเฟซบุ๊กของ Ploytawan Adisaksophonbordee เพื่อสอบถามว่าสามารถติดต่อกับ น.ส.พลอยตะวัน ได้หรือไม่ ก่อนจะพบว่ามีผู้เสียหายถูกหลอกเหมือนตนอีกนับสิบคน บางคนตามไปถึงบ้านของ น.ส.พลอยตะวัน ที่จังหวัดระยองแต่ไม่พบตัว นอกจากนี้เมื่อเข้าไปดูข้อมูลในเฟซบุ๊กดังกล่าว ยังพบว่ามีการใช้ภาพถ่ายหญิงสาวสวมชุดครุยระบุชื่อว่า ศาสดาจารย์ด็อกเตอร์พลอยตะวัน อดิศักดิ์โสภณบดี

ซึ่งมีตำแหน่งเป็นวิทยากรของโครงการอบรมแนวโน้มมาตรฐานการบัญชีและการสอบบัญชีที่สำคัญในปี 2558 สังกัดภาควิชาการบัญชีคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แต่เมื่อสังเกตในภาพที่โพสต์พบว่ารูปถ่ายของหญิงสวมชุดครุยเป็นภาพใบหน้าของ น.ส.พลอยตะวัน ซึ่งถูกตัดต่อแล้วนำรูปถ่ายไปแปะบนใบประกาศ ในเรื่องนี้ทางภาควิชาการบัญชี จุฬาฯได้ออกแถลงการณ์เมื่อวันที่ 5 พ.ค. 2564 ว่า “ตามที่ได้มีบุคคลที่อ้างอิงภาพประชาสัมพันธ์โครงการอบรมของชุมนุมบัญชี สังกัดภาควิชาการบัญชี คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

โดยระบุว่า ตนชื่อ ศ.ดร.พลอยตะวัน อดิศักดิ์โสภณ และเคยเป็นวิทยากรให้กับโครงการอบรมของชุมนุมบัญชี สังกัดภาควิชาการบัญชี คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นั้น ภาควิชาการบัญชี คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ขอเรียนให้ทราบว่า ภาควิชาฯ ไม่รู้จักและไม่เคยเชิญบุคคลที่มีชื่อสกุลดังกล่าวมาเป็นวิทยากรของภาควิชาฯ แต่อย่างใด

ในเฟซบุ๊กดังกล่าว ยังมีภาพการตัดต่อใบหน้าของ น.ส.พลอยตะวัน ไปใส่แทนใบหน้าหญิงสาวผิวขาวรูปร่างดี ทราบในภายหลังว่าผู้หญิงคนที่ถูกนำภาพมาแอบอ้างตัดต่อนั้น เป็นเจ้าของห้องเสื้อมุฑิตา ซึ่งการกระทำดังกล่าว น.ส.พลอยตะวัน มีเจตนาที่จะให้ผู้ที่เข้ามาดูเฟซบุ๊กของเธอมีความเชื่อถือว่าเป็นผู้มีฐานะดีมีความรู้มีหน้าที่การงานดีโดย น.ส.พลอยตะวัน มีความประสงค์จะใช้หลอกลวงผู้อื่นให้หลงเชื่อ เมื่อตรวจสอบข้อมูลคุณแม่ของ น.ส.พลอยตะวัน พบว่าแม่ของเธอ ไม่ได้อาศัยอยู่ที่ จ.ระยอง ไม่ได้ประสบอุบัติเหตุลื่นล้มในห้องน้ำจะต้องผ่าตัดแต่อย่างใด

จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตนจึงแน่ใจว่า น.ส.พลอยตะวันได้หลอกลวงตนด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จ เป็นเหตุให้ตนหลงเชื่อจึงยอมส่งมอบทรัพย์สินให้ เป็นเหตุให้ตนได้รับความเสียหายจึงมาแจ้งความร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีกับ น.ส.พลอยตะวันผู้ต้องหารายนี้ในข้อหาฉ้อโกงโดยมีเจตนาให้ได้รับโทษตามกฎหมายจนกว่าคดีจะถึงที่สุด

เบื้องต้นพนักงานสอบสวนได้ออกหมายเรียก น.ส.พลอยตะวัน มาพบแจ้งข้อหาฉ้อโกง ก่อนจะเปิดโอกาสให้เจรจาผ่านมือถือกับผู้เสียหายต่อหน้าพนักงานสอบสวนว่ายินดีจะชำระเงินจำนวน 1 แสนบาท ให้ตนในวันที่ 10 ต.ค. 2564 ก่อน ส่วนที่เหลือจะมาตกลงกันอีกที แต่เมื่อถึงกำหนดวันนัด น.ส.พลอยตะวัน ไม่มาตามนัดหมาย ยังไม่มีการชำระเงินตามที่รับปากไว้ ตนได้แจ้งพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีกับผู้ต้องหาถึงที่สุด ก่อนจะรวบรวมพยานหลักฐานและส่งสำนวนให้อัยการเมื่อสัปดาห์ก่อน โดยพนักงานอัยการได้สั่งให้พนักงานสอบสวนเพิ่มเติมบางประเด็น จึงนัดตนมาสอบปากเพิ่มเติมในวันนี้

ขอบคุณ Police TV by UCI Media

พระนัดหญิงนอนรีสอร์ต

เจ้าหน้าที่พบ ชายไม่สวมเสื้อ ศีรษะโล้น ไม่มีคิ้ว นุ่งผ้าเช็ดตัวสีขาว เปิดประตูออกมา ส่วนภายในห้อง พบหญิงอายุประมาณ 40 ปี นุ่งผ้าเช็ดตัวสีแดง กึ่งนอนกึ่งนั่งอยู่บนเตียง เจ้าหน้าที่จึงได้เชิญตัวทั้งสองคนออกมาจากห้อง พร้อมกับสอบถาม จนทราบว่าผู้ชายคือ พระอารมณ์ อายุ 53 ปี เป็นพระลูกวัดอีสาน ส่วนฝ่ายหญิงเป็นชาวขอนแก่น

จากนั้นเจ้าหน้าที่ได้แจ้งให้พระอารมณ์ ทราบว่า เนื่องจากว่ามีคนแจ้งว่า พระพาสีกามาหลับนอน แต่ยังไม่ทันที่จะพูดจบ พระอารมณ์ก็พูดสวนขึ้นมาว่า รู้แล้วว่าใครเป็นคนแจ้ง เจ้าอาวาสใช่ไหม ต้องเห็นดีกันแน่นอน พร้อมกับยอมรับว่า ตนเป็นพระลูกวัดจริง แต่วันนี้ออกพรรษาแล้ว จะไปที่ไหนก็ได้ จะทำอะไรก็ได้ คนอื่นไม่ต้องมายุ่ง

เมื่อถามถึงจีวรที่ห่มออกจากวัด พระอารมณ์อ้างว่าไม่มี และยังไม่ต้องการสึกจากพระ เพราะต้องการรับกฐินก่อน ทั้งยังกล่าวอีกว่า ออกพรรษาแล้ว พระในวัดไม่น่าจะก้าวก่ายกัน ตนจะไปที่ไหนก็ได้ เพราะไม่อยู่ในพรรษาแล้ว เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้ควบคุมตัวมาสอบสวนที่ สภ.น้ำพอง

ด้าน พระครูสมุห์วราวุฒิ เจ้าอาวาสวัดอีสาน กล่าวว่า พระอารมณ์ ได้มาบวชที่วัดเมื่อช่วงเข้าพรรษา อยู่มาจนครบพรรษา ช่วงบวชมีความประพฤติทางสงฆ์ไม่ขาดตกบกพร่อง แต่มีนิสัยเจ้าเล่ห์ ชอบโกหก เคยถูกตำหนิบ่อยครั้งเกี่ยวกับเรื่องการดื่ม โดยก่อนที่จะจับได้ว่า พาสีกาเข้ามาหลับนอนในรีสอร์ตนั้น ทางวัดอยู่ระหว่างการจัดเตรียมต้อนรับกฐิน พระอารมณ์ได้มาขอตัวว่าไปซื้อย าเพราะไม่สบาย จึงบอกว่าให้โยมไปซื้อให้ แต่ทางพระอารมณ์บอกว่าจะไปซื้อเอง โดยให้โยมในวัดขับรถจักรยานยนต์พาออกไปจากวัด

เมื่อโยมกลับถึงวัด ก็ได้แจ้งว่า ได้ไปส่งพระอารมณ์ที่รีสอร์ตแห่งหนึ่งในเขตเทศบาลตำบลวังชัย เมื่อทราบรายละเอียด จึงแจ้งกำนัน และประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.น้ำพอง ไปตรวจสอบ ซึ่งพบว่าพระอารมณ์ได้ถอดจีวร และสวมเสื้อเป็นฆราวาสไปหาสีกา จากนั้นเจ้าหน้าที่สายตรวจได้คุมตัวพระส่ง ร.ต.อ.ถาวร เหลาแพง รอง สว.สอบสวน รับตัว พระอารมณ์ ไปสอบสวน

ขอบคุณ ไทยรัฐ